วัฒนธรรมกีฬาพื้นบ้าน กาฟักไข่ เป็นการเล่นเลียบแบบชีวิตสัตว์ คือ กา ซึ่งหวงไข่เมื่อมีคนมาแย่งไข่ก็จะป้องกันรักษา

วัฒนธรรมกีฬาพื้นบ้าน กาฟักไข่

วัฒนธรรมกีฬาพื้นบ้าน กาฟักไข่  ปัจจุบันการเล่นกาฟักไข่ยังคงมีเล่นอยู่โดยทั่วไป ผู้เล่นเป็นอีกาจะเข้าไปอยู่ในวงกลมที่ขีดไว้ คนอื่นๆอยู่นอกวงกลม

วัฒนธรรมกีฬาพื้นบ้าน กาฟักไข่

กาฟักไข่เป็นกีฬาพื้นเมืองเก่าแก่ที่เล่นสืบเนื่องต่อกันมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีเล่นมาตั้งแต่เมื่อใด พบว่ามีการเล่นกีฬากาฟักไข่กันแล้วในช่วงรัชสมัยรัชกาลที่ ๗

แห่งหรุงรัตนโกสินทร์ กาฟักไข่นิยมเล่นกันในจังหวัดต่างๆ ของภาคกลางสมัยก่อน เช่น นครปฐม กรุงเทพฯ ธนบุรี และกาญจนบุรี เป็นต้น การเล่นกาฟักไข่เป็นการเล่นเลียบแบบชีวิตสัตว์ คือ กา ให้คนใดคนหนึ่งเป็นกา ยืนในวงกลมวงใหญ่ หรือนั่งคร่อมวงกลมเล็ก นอกนั้นทุกคนยืนรอบนอกวงกลมวงใหญ่ คอยแย่งไข่ คนเป็นกามีหน้าที่ป้องกันไข่ ไม่ให้ถูกแย่งไปในภาคอื่นๆก็มีการเล่นที่มีลักษณะเหมือนกับกีฬากาฟักไข่เช่นกัน แต่เรียกชื่อเป็นอย่างอื่น เช่น ภาคเหนือ เรียกว่า “แย่งไข่เต่า” ก็มี “ซ่อนไข่เต่า” ก็มี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกว่า “เต่าฟักไข่” ภาคใต้เรียกว่า “จระเข้าฟาดหาง” บ้าง “ยั่วกระทิง” บ้าง หรือเรียกว่ากระทิงก็มี เป็นต้น สมัยก่อนกีฬากาฟักไข่มักเล่นกันในงานขึ้นปีใหม่ เทศกาลตรุษสงกรานต์และงานรื่นเริงอื่นๆของชาวบ้าน เพื่อเป็นการออกกำลังกาย สามานสามัคคีในหมู่คณะ และได้สนุกสนานร่วมกัน ปัจจุบันการเล่นกาฟักไข่ยังคงมีเล่นอยู่โดยทั่วไป ผู้เล่นเป็นอีกาจะเข้าไปอยู่ในวงกลมที่ขีดไว้ คนอื่นๆอยู่นอกวงกลม พยายามแย่งเอาก้อนหินที่สมมุติว่าเป็นไข่มาให้ได้ อีกาจะปัดป่ายแขนขาไปมา ถ้าโดนผู้ใดผู้นั้นจะต้องมาเล่นเป็นอีกาแทนทันที แต่ถ้าไข่ถูกแย่งหมด อีกาจะต้องไปตามหาไข่ที่ผู้อื่นซ่อนไว้ให้เจอ หากหาไม่พบจะถูกจูงหูไปหาไข่ที่ซ่อนไว้ เพื่อเป็นการลงโทษ

ประวัติกีฬา แย้ลงรู เป็นการละเล่นที่มีที่มาจากการที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีแย้เป็นจำนวนมาก ทั้งยังมีการอนุรักษ์แย้ด้วยซึ่งมันเป็นสัตว์ฉลาด

ประวัติกีฬา แย้ลงรู

ประวัติกีฬา แย้ลงรู  เป็นการสนุกสนานรื่นเริงร่วมกันในงานประจำปีต่าง ๆ

ประวัติกีฬา แย้ลงรู

เป็นการละเล่นที่มีที่มาจากการที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีแย้เป็นจำนวนมาก ทั้งยังมีการอนุรักษ์แย้ด้วยซึ่งมันเป็นสัตว์ฉลาดสร้างรูสำหรับพักอาศัยและหลบภัย แต่ก็ไม่พ้นการสังเกตของมนุษย์ จากลัษณะดังกล่าว จึงมีการประยุกต์ดัดแปลงเป็นการละเล่นแย้ลงรู ซึ่งนิยมเล่นในแถบภาคกลาง แย้ลงรูเป็นกีฬาพื้นเมืองที่มีการเล่นกันทั่วไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางสมัยก่อน และเป็นการสนุกสนานรื่นเริงร่วมกันในงานประจำปีต่าง ๆ เช่นงานสงกรานต์ งานเฉลิมพระชนมพรรษา เป็นต้น แย้ลงรูเป็นกีฬาที่เล่นเลียนแบบอาการดิ้นรนเอาตัวรอดของสัตว์เลื้อยคลานเก่าแก่ชนิดหนึ่งของไทยที่ชื่อว่า“แย้” ซึ่งถูกชาวบ้านวางบ่วงดักจับที่ปากรู บ่วงจะรัดที่ลำตัวแย้ ขณะที่แย้ก็พยายามจะตะเกียกตะกายหนีลงรู ชาวบ้านนำลักษณะอาการที่แย้ถูกบ่วงรัดเอวและตะเกียกตะกายหนีลงรูมาดัดแปลงเป็นเกมกีฬาเล่นกัน

ปักหลักไม้ให้เป็นรูปสามเหลี่ยมปักให้แน่นๆ จากนั้นก็นำปลายเชือกหรือผ้าขาวม้าผูกเอวผู้เล่นแต่ละคน ปลายข้างหนึ่งผูกรวมไว้ตรงกึ่งกลาง หันหน้าไปทางหลักที่เหลือทั้งสอง ท่าเตรียมเล่น ผู้เล่นต้องอยู่ในท่าคลานเตรียมพร้อมที่จะเล่นเสมอ เป็นภูมิปัญญาไทยโดยแท้ กล่าวคือลักษณะที่ผู้เล่น ๓ หรือ ๔ คนใช้เชือกคนละเส้นนำปลายเชือกด้านหนึ่งผูกเอวไว้ หันหลังให้กันนำปลายเชือกอีกด้านมาผูกมัดร่วมกันไว้ แล้วต่างคนต่างออกแรงใช้ลำตัวดึงไปข้างหน้าแข่งกันไปให้ถึงจุดหมาย โดยไม่ใช้มือจับเชือก เป็นการเล่นที่โดดเด่นในวิธีการเล่น ท้าทาย ตื่นเต้นสนุกสนาน และยังไม่พบประเทศอื่นมีวิธีการเล่นเช่นแย้ลงรูมาก่อน

กติกาการเล่น
หลังจากที่ได้รับสัญญาณให้เล่นแล้ว จะต้องตะกุยพื้นพุ่งไปยังหลักที่อยู่ข้างหน้าของตัวให้ได้ก่อน โดยที่ไม่ต้องยืน ต้องออกแรงดึงคู่ต่อสู่ ไม่ให้ไปถึงหลักได้ ผู้ใดคว้าหลักข้างหน้าได้ก่อนจะเป็นผู้ชนะ

กีฬาหมากเก็บ การละเล่นยอดฮิตสำหรับเด็กผู้หญิงนั่นเองเป็นการเล่นพื้นบ้านของไทย นิยมเล่นในภาคกลาง

กีฬาหมากเก็บ

กีฬาหมากเก็บ  โดยหงายมือถือลูกหมากแล้วโยนขึ้น พร้อมกับพลิกเอาหลังมือรับ แล้วพลิกกลับเอาหน้ามือรับทุกคนที่เล่น จะขึ้นร้านให้ได้ลูกหมากมากที่สุด

กีฬาหมากเก็บ

หมากเก็บเป็นการเล่นพื้นบ้านของไทย นิยมเล่นในภาคกลาง โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง อายุราว ๘ – ๑๔ ปี เชื่อว่ามีการเล่นหมากเก็บมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา การเล่นหมากเก็บจะใช้วัสดุ ก้อนหิน กะเทาะให้ค่อนข้างกลม ลบเหลี่ยม เพื่อไม่ให้เจ็บมือ ใช้ก้อนหินจำนวน ๕ ก้อน ขนาดหัวแม่มือ เล่นได้ ๓ – ๕ คน  ในหมากที่ 2 ก็ใช้วิธีการเดียวกัน แต่เก็บทีละ 2 เม็ด เช่นเดียวกับหมากที่ 3 ใช้เก็บทีละ 3 เม็ด ส่วนหมากที่ 4 จะไม่ทอดหมาก แต่จะใช้ “โปะ” คือถือหมากทั้งหมดไว้ในมือ โยนลูกนำขึ้นแล้วโปะเม็ดที่เหลือลงพื้น แล้วรวมทั้งหมดที่ถือไว้ “ขึ้นร้าน” ได้กี่เม็ดถือเป็นแต้มของผู้เล่นคนนั้น ถ้าไม่ได้ถือว่า “ตาย” แล้วให้คนอื่นเล่นต่อไป โดย “ตาย” หมากไหนก็เริ่มที่หมากนั้น ปกติการเล่นหมากเก็บจะกำหนดไว้ที่ 50-100 แต้ม ดังนั้นเมื่อแต้มใกล้ครบ เวลาขึ้นร้านต้องระวังไม่ให้แต้มเกิน ถ้าเกินต้องเริ่มต้นใหม่
การเล่นหมากเก็บเป็นการฝึกทักษะในการขึ้นร้าน ถ้ามืออ่อนก็จะรับหมากได้มาก เป็นการฝึกการโยน อีตัวและเก็บลูกหมาก โดยคาดคะเนจังหวะความสูงของอีตัว กับการเก็บลูกหมาก ให้สามารถรับได้ทันท่วงที ปัจจุบันยังมีเด็กหญิงเล่นกันอยู่ในชนบท แต่อาจะมีการเปลี่ยนจากลูกหมากเป็นก้านธูปหรือตะเกียบก็ได้

การละเล่น วิงว่าว คนไทยเล่นว่าวกันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยใช้ไม้ไผ่ทำโครงว่าว

การละเล่น วิงว่าว

การละเล่น วิงว่าว  เป็นกีฬาประเภทหนึ่ง ในสมัยโบราณที่พระมหากษัตริย์ของไทยในอดีต

การละเล่น วิงว่าว

คำว่า ว่าว เป็นคำที่คนไทยทุกชนชั้นทุกสมัยคุ้นเคยและสัมผัสมาตั้งแต่เด็กๆ ไม่ว่าจะเป็นประชาชน ข้าราชบริพารและพระมหากษัตริย์

แต่ในที่นี้ จะกล่าวถึงว่าวจุฬา-ปักเป้า ซึ่งเป็นว่าวเอกลักษณ์ของไทย ซึ่งแสดงถึงศิลปะและวัฒนธรรมของประเทศไทย ทั้งยังเป็นกีฬาประเภทหนึ่ง ในสมัยโบราณที่พระมหากษัตริย์ของไทยในอดีต ทรงโปรดปรานและจัดให้มีการแข่งขันหน้าพระที่นั่งอีกด้วย  การเล่นว่าวในประเทศไทย มีมาตั้งแต่กรุงสุโขทัย(พ.ศ.๑๗๘๑-๑๙๘๑) คือสมัยของพ่อกรุงศรีอินทราทิตย์ (หรือพระร่วง) ว่าวที่รู้จักกันมาก ได้แก่ “ว่าวหง่าว” หรือ”ว่าวดุ๋ยดุ่ย” ซึ่งจะใช้ชักขึ้นในพิธี “แคลง” ทุกหนทุกแห่ง เป็นความเชื่อของประชาชนในสมัยนั้นว่าเพื่อเป็นการเรียกลมหรือความโชคดีให้เกิดขึ้น จึงอาจกล่าวได้ว่า “ว่าวหง่าว” เป็นว่าวที่เก่าแก่ที่สุดของไทย ในสมัยกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. ๑๘๙๓-๒๓๑๐) คำว่า “ว่าวจุฬา” ปรากฏชื่อขึ้นในสมัยนี้ และยังสามารถช่วยในการรบได้ชนะ กล่าวคือ ได้นำว่าวจุฬาขึ้นและผูกหม้อกระสุนดินดำโดยใช้ชนวนถ่วงเวลาและชักให้ข้ามไปในแดนของฝ่ายตรงข้าม ทำให้เกิดระเบิดไฟไหม้ขึ้น ทหารฝ่ายอยุธยาก็เข้าเมืองได้  มีหลักฐานชัดเจนว่า คนไทยเล่นว่าวกันมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน โดยใช้ไม้ไผ่ทำโครงว่าว เพราะไม้ไผ่มีความยืดหยุ่นสูงและสามารถเหลาให้ได้ทุกขนาดตามความต้องการ องค์ประกอบที่สำคัญของการเล่นว่าวคือ แรงลมที่ทำให้ว่าวลอยตัวอยู่ในอากาศได้ รองลงไปก็คือ สายป่านที่เหนี่ยวสามารถต้านแรงลมได้อย่างดี ว่าวที่เล่นกันอยู่ทั่วทุกภูมิภาคของประเทศไทยมีหลายชนิด มีชื่อเรียกต่าง ๆ กันไปตามลักษณะเฉพาะของว่าวชนิดนั้นๆ ว่าวจุฬา จะมีอาวุธติดตัวอยู่ตรงสายว่าว เรียกว่า “จำปา” ใช้สำหรับเกี่ยวเหนียงและหางของว่าวปักเป้า ทำให้ว่าวปักเป้าเสียหางหรือเหนียงเข้าเครื่อง ว่าวปักเป้า อาวุธของว่าวปักเป้าที่ใช้ในการต่อสู้กับว่าวจุฬา เรียกว่า “เหนียง” ซึ่งประกอบด้วยสายทุ้งและสายยืน สายทุ้งจะยาวกว่าสายยืนเล็กน้อย แต่ก็ใหญ่พอที่จะครอบว่าวจุฬาได้ ซึ่งทำให้ว่าวจุฬาเสียการทรงตัวและตกลงในที่สุด

ประวัติกีฬา การวิ่งควาย เป็นการทำขวัญควายและให้ควายได้พักผ่อนหลังจากที่ทำงานมาหนัก อีกทั้งยังเป็นการแสดงความกตัญญูรู้คุณต่อควาย

ประวัติกีฬา การวิ่งควาย

ประวัติกีฬา การวิ่งควาย  เป็นประเพณีเก่าแก่ที่ได้จัดสืบทอดกันมายาวนานนับร้อยปี

ประวัติกีฬา การวิ่งควาย

เป็นกีฬาเก่าแก่ดั้งเดิมที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นชนิดหนึ่งของไทย เป็นการแสดงออกถึงความผูกพันแน่นแฟ้นระหว่างคนกับควายไทยซึ่งเป็นสัตว์ใช้งานเกษตรกรรมสารพัดประโยชน์ที่ทรงคุณค่าคู่บ้านคู่เมือง
เพื่อเป็นการทำขวัญควายและให้ควายได้พักผ่อนหลังจากที่ทำงานมาหนัก อีกทั้งยังเป็นการแสดงความกตัญญูรู้คุณต่อควาย ซึ่งเป็นสัตว์ที่มีคุณค่าต่อชาวนาด้วย เป็นการพัฒนาบำรุงสายพันธ์ควายไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นโดยให้คนขี่หลังควายควบคุมควายให้วิ่งแข่งขันกัน ไม่ปรากฏหลักฐานว่าเริ่มมีการเล่นวิ่งควายตั้งแต่เมื่อใด แต่พบหลักฐานว่ามีการเล่นวิ่งวัว วิ่งควายกันแล้วตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา และอาหารท้องถิ่นสุดอร่อยมากมาย พร้อมชมการแสดงจากศิลปินดาราที่จะมาสร้างความสนุกสนานในประเพณีนี้ ที่สำคัญ กิจกรรมในงานทั้งหมด แสงกระจ่างแจ่มเหมือนดังเดือนหงาย ดอกไม้กลคนชิงกันวิ่งควาย พวกผู้ชายสรวลเสเสียงเฮฮา…” (สุนทรภู่, ๒๕๑๔) ต่อมาในรัชกาลที่ ๔ พบว่าวิ่งควายนิยมเล่นในเชิงการพนันด้วย ถึงขนาดทางราชการต้องกำหนดให้เสียภาษีอากรบ่อนเบี้ย (กรมศิลปากร, ๒๕๐๗) ในปัจจุบันวิ่งควายยังมีนิยมเล่นกันอยู่ โดยเฉพาะประเพณีวิ่งควายที่จังหวัดชลบุรีนั้นจัดเล่นกันในช่วงก่อนออกพรรษาสืบทอดต่อเนื่องกันมายาวนาน จนมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก

ประวัติกีฬา ตี่จับ เป็นกีฬาพื้นเมืองของไทยนิยมเล่นกันอย่างแพร่หลายในแทบทุกจังหวัด

ประวัติกีฬา ตี่จับ

ประวัติกีฬา ตี่จับ  เป็นการสนุกสนานรื่นเริงในงานเทศกาลประจำปี เช่น งานตรุษสงกรานต์ งานขึ้นปีใหม่ และงานรื่นเริงอื่นๆ

ประวัติกีฬา ตี่จับ

เป็นอีกหนึ่งชนิดกีฬาในการแข่งขัน เอเชียนเกมส์ 2018 ที่ชื่ออาจจะดูแปลกๆ อย่าง กาบัดดี้ แต่ถ้าบอกว่า ตี่จับ หลายคนคงเริ่มคุ้นหู บางทีสมัยเด็กๆ อาจเคยมีความทรงจำรวมกลุ่มกับเพื่อนๆ แถวบ้านเล่นกัน ซึ่งกีฬาชนิดนี้ประเทศไทยได้ส่งนักกีฬาไปลงสนามด้วย ตี่จับเป็นกีฬาพื้นเมืองของไทยนิยมเล่นกันอย่างแพร่หลายในแทบทุกจังหวัด ส่วนมากเล่นกันในหมู่ผู้ชาย

โดยเฉพาะเด็กๆ ชอบเล่นกันมาก ในการเล่นนั้นแบ่งผู้เล่นออกเป็น ๒ ฝ่าย จำนวนผู้เล่นฝ่ายละเท่าๆ กัน “จุดเด่นของ กาบัดดี้ คือ ผู้เล่นต้องเปล่งเสียงร้องว่า “กาบัดดี้” ตลอดทั้งลมหายใจเดียว ซึ่งมีลักษณะเดียวกับ “ปราณ” ของโยคะ ขณะที่ ปราณ คือการกลั้นลมหายใจ” นั้นหมายความว่า ถ้าเปรียบเทียบกับกีฬาอื่นๆ กาบัดดี้ สามารถนำมาพัฒนาเสริมสร้างสมรรถภาพทั้งร่างกายและจิตใจได้อย่างโดดเด่น โดยผู้เล่นจะต้องฝึกสมาธิ ฝึกจิต รู้จักควบคุมระบบการหายใจ ให้สอดคล้องกับระบบพลังงาน สมรรถภาพของร่างกาย สมรรถภาพของคู่ต่อสู้ และการกลั้นลมหายใจไปพร้อมกับการเคลื่อนไหวร่างกาย

ได้รับการบรรจุเข้าไว้ในกีฬาเอเชียนเกมใน ปี 1990 ซึ่งเป็นกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 11 ที่กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน ซึ่งถือเป็นจุดสำคัญในประวัติศาสตร์ของกีฬากาบัดดี้ และในปี ค.ศ. 1998 ในกีฬาเอเชียนเกมส์ ครั้งที่ 13 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ ได้ส่งทีมชายเข้าทำการแข่งขันเป็นครั้งแรก โดยประเทศไทยและอินเดียได้ครองตำแหน่งชนะเลิศ และในปี 2008

การแข่งขันกาบัดดี้ชายหาดครั้งแรกในการแข่งขันเอเชียนบีชเกม ครั้งที่ 1 ที่เกาะบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ได้มีการประชุมคณะกรรมการผู้แทนกลุ่มประเทศอาเซียน ก่อตั้งสหพันธ์กาบัดดี้แห่งอาเซียนขึ้นเป็นครั้งแรก ประกอบด้วยไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย มีคณะกรรมการผู้แทนเข้าร่วมประกอบด้วยอินเดีย ปากีสถาน อิหร่าน เกาหลีใต้ ศรีลังกา เนปาล ฮ่องกง บังคลาเทศ ยอมรับในความสามารถของผู้อื่น มีความรับผิดชอบต่อส่วนรวม เสียสละเพื่อส่วนรวม เคารพกฎ กติกา และรู้จักให้อภัยซึ่งกันและกันในความผิดพลาดที่เกิดขึ้น…

ประวัติการ วิ่งวัว เป็นการเล่นที่เก่าแก่ชนิดหนึ่งของไทย นิยมเล่นกันในจังหวัดต่างๆของภาคกลาง

ประวัติการ วิ่งวัว

ประวัติการ วิ่งวัว  เป็นการวิ่งเร็วนั่นเองสันนิษฐานว่าเลียนแบบมาจากการแข่งขันวิ่งวัวหรือวิ่งควายที่ใช้วัวหรือควายวิ่งแข่งกันจริงๆ

ประวัติการ วิ่งวัว

จุดกำเนิดและประวัติ
เป็นการวิ่งแข่งขันความเร็ว ระยะทาง ๑๐๐ เมตร ส่วนใหญ่เพศชาย อายุ ๑๕ – ๒๐ ปี เล่นตามงานวัด เทศกาลตรุษสงกรานต์ ตามลานวัด หรือทุ่งนา ที่เก็บเกี่ยวข้าวแล้ว นิยมเล่นมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

เป็นการเล่นที่เก่าแก่ชนิดหนึ่งของไทย นิยมเล่นกันในจังหวัดต่างๆของภาคกลาง การวิ่งลักษณะนี้เป็นการวิ่งเร็วนั่นเองสันนิษฐานว่าเลียนแบบมาจากการแข่งขันวิ่งวัวหรือวิ่งควายที่ใช้วัวหรือควายวิ่งแข่งกันจริงๆ การเล่นนี้มีมาแต่โบราณโดยมีชื่อเรียกแตกต่างกันในสมัยกรุงสุโขทัย เรียกว่า คนแล่น ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เรียกว่า วิ่งวัว วิ่งควาย วิ่งวัวควาย และโคคน เป็นต้น

ปลายทางจะมีธงสามเหลี่ยมสวมอยู่ปลาย กระบอกไม้ไผ่ เอนประมาณ ๔๕ องศา เป็นจุดปลายทาง ผู้วิ่งวัวจับธงได้ก่อน เป็นผู้ชนะ ก่อนปล่อยตัว จะใช้เชือกปอยาวประมาณ ๖ เมตร ผู้ไว้ที่เอวของผู้วิ่งวัวสองคน ดึงเชือกมาไว้ที่เขียงด้านหลัง แล้วใช้มีดสับให้เชือกขาด ผู้วิ่งวัวจะค่อยฟังเสียงมีดกระทบกับเขียงเป็นสัญญาณว่าออกวิ่งได้ ชาวบ้านในสมัยก่อนนิยมเล่นวิ่งวัวคนเพื่อเป็นการประลองความเร็ว เพื่อการออกกำลังกายตลอดจนเล่นเพื่อความสนุกสนาน และมักเล่นหลังฤดูเก็บเกี่ยวโดยใช้ทางเกวียนเป็นที่วิ่งมีการขึงเชือกกลางทางเกวียนเพื่อวิ่งชิงธงกัน ต่อมามีการพัฒนาเล่นเป็นทีมโดยจับมือกันออกวิ่งแล้วชิงธงและจากหลักฐานพบว่ามีการเล่นวิ่งวัวคนในงานนักขัตฤกษ์ต่างๆ งานเทศกาล งานประจำปี

ประวัติการเล่น ตะกร้อลอดห่วง การเล่นตะกร้อลอดห่วงช่วยให้ผู้เล่นได้พัฒนาคุณค่าด้านร่างกายได้แก่ความแข็งแรง

ประวัติการเล่น ตะกร้อลอดห่วง

ประวัติการเล่น ตะกร้อลอดห่วง  คุณค่าด้านอารมณ์ได้แก่ฝึกความมั่นคงทางอารมณ์ คลายความเครียด พัฒนาสติปัญญาได้แก่ฝึกการคิด การตัดสินใจ

ประวัติการเล่น ตะกร้อลอดห่วง

ได้มีการคิดริเริ่มการเล่นตะกร้อลอดห่วงขึ้นในกรุงเทพฯ (ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๑๖ – ๒๕๑๗) โดยได้มีการนำวิธีเล่นตะกร้อเตะวง ผสานกับท่าเตะต่างๆในการเล่นตะกร้อพลิกแพลงที่ได้มีการเล่นอยู่บ้างแล้ว เพิ่มการแขวนห่วงที่ประดิษฐ์ขึ้นห้อยไว้สูงจากพื้นตรงกลางสนามเล่น เพื่อให้ผู้เล่นเตะป้อนลูกตะกร้อกันไปมาโดยมีจุดมุ่งหมายให้ลูกตะกร้อลอดเข้าไปในห่วงที่แขวนเอาไว้ ลูกที่เข้าไปในห่วงจะได้คะแนน ท่าเตะที่ทำให้ลูกเข้าไปในห่วงยิ่งพลิกแพลงยากมากเท่าไร ก็จะยิ่งได้คะแนนมากขึ้น ตามที่ได้มีการกำหนดคะแนนของแต่ละท่าเตะไว้ ในระยะแรกเป็นการทดลองเล่นและเผยแพร่วิธีการเล่น จึงเป็นการเล่นแสดงเท่านั้น

วิธีการเล่น เล่นกันเป็นทีมในสนามที่เขียนพื้นเป็นวงกลม นำห่วงสามเส้า(สามด้าน)แขวนห้อยสูงจากพื้นไว้ตรงกลางวง ให้ผู้เล่นในทีมเดียวกันเตะป้อนลูกตะกร้อโต้กันไปมา พยายามให้ลูกตะกร้อลอดเข้าไปในห่วง ก็จะสามารถได้คะแนน ตามความง่ายยากของท่าที่เตะลอดเข้าไปในห่วง เมื่อหมดเวลาหรือหมดโยนจะนำคะแนนของทุกคนทุกท่าในทีมที่เตะลอดเข้าไปในห่วงตามกติกาที่ได้มีการกำหนด มารวมกันเป็นคะแนนของทีมนั้น ทีมที่ทำคะแนนได้มากที่สุดก็จะเป็นทีมที่ชนะ ท่าเตะมีทั้งท่าที่ใช้เท้า แข้ง เข่า ศอก ไหล่ ศีรษะ ทั้งท่าเตะด้านหน้า ด้านข้าง ด้านหลัง มีทั้งยืนเตะ กระโดดเตะ และมีการเตะให้ลอดบ่วงมือไปลอดเข้าห่วงที่แขวนไว้ด้วย เป็นวิธีการเล่นที่วิจิตร พิสดาร และสวยงาม  เคารพในกฎกติกา คุณค่าด้านวัฒนธรรมได้แก่การฝึกการเรียนรู้วัฒนธรรม คุณค่า ค่านิยมไทยที่เกี่ยวกับประโยชน์ของหวาย การสานลูกตะกร้อ การผลิตห่วงสามเส้า และวิธีการเตะตะกร้อด้วยลีลาท่าทางต่างๆที่สวยงามโดดเด่นมีความหมายเป็นเอกลักษณ์ไทยแท้เป็นต้น

ประวัติ Softball วิธีการเล่นส่วนใหญ่คล้ายคลึงกับเกมเบสบอล จึงเรียกได้ อีกชื่อหนึ่งว่า เบสบอลในร่ม

ประวัติ Softball

ประวัติ Softball  เป็นกีฬาที่ถือกำเนิดขึ้นมาในประเทศ สหรัฐอเมริกา ลักษณะทั่วไปของวิธีการเล่น ส่วนใหญ่

ประวัติ Softball

ซอฟท์บอล เป็นกีฬาที่ถือกำเนิดขึ้นมาในประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นเวลานานแล้ว และเป็นที่นิยมกันทั่วประเทศ ชาวอเมริกันบางกลุ่มบางพวก

ได้พยายามเปลี่ยนแปลงของเดิม ให้ผิดแผกออกไป เช่น เปลี่ยนกฎกติกา บางข้อบ้าง เปลี่ยนชื่อเกม เรียกเป็นชื่ออื่นบ้าง เมื่อเวลานักกีฬาต่างถิ่น มาแข่งขันกัน จึงทำให้เกิดปัญหา โต้แย้งกันในเวลาแข่งขัน ดังนั้นในปี 1923 นายโยเซฟลี ( Joseph’ Lee ) ประธานสภาแห่ง National Recreation Committee เมือง สปริงฟิลด์ อิลลินอยด์ ซึ่งเป็นผู้บริหารงานด้านสันทนาการแห่งชาติ ได้ตั้ง คณะกรรมการขึ้นคณะหนึ่งเรียก Playground Baseball Committee ทำหน้าที่สังคายนา กฎกติกา การเล่นซอฟบอลเสียใหม่ ให้เป็นแบบเดียวกัน ในที่สุดก็สำเร็จ และจัดพิมพ์ขึ้นเป็นรูปเล่มที่สมบูรณ์ ใช้บังคับทั่วประเทศ ในฤดูการแข่งขันต่อมา จึงมีความจำเป็นต้องดัดแปลงลูกบอลให้ใหญ่พอดี เพื่อให้ตีไปได้ไกลเท่ากับลูกบอลขนาดธรรมดากฎกติกาต่างๆ ก็มีการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เหมาะสมที่จะเล่นในร่ม อย่างไรก็ตาม เบสบอลในร่มก็ไม่ได้รับความนิยมมากนัก  นับแต่ปี 1908 เป็นต้นมา เมื่อมีการจัดตั้งรูปสมาคมแห่งชาติ และพิมพ์กติกาคู่มือการเล่น ขึ้นเผยแพร่ ทำให้เกมซอฟบอลได้รับความนิยมแพร่หลายออกไป ทั้งในหมู่เด็ก และผู้ใหญ่ มากขึ้นเรื่อย ๆ จนเกือบ ทั่วประเทศ และได้พิสูจน์แล้วว่า แม้จะเล่นในร่ม หรือกลางแจ้ง ก็มีความสนุกสนานพอ ๆ กัน แต่ทว่า ต่อมาภายหลังนี้ คนนิยมเล่นกลางแจ้งมากกว่า บางทีมีการแข่งขันนัดสำคัญ ๆ เป็นประจำทุกปี มีทั้งผู้เล่น และ ผู้ดูเป็นจำนวนนับหมื่น นับว่ากีฬานี้มีผู้นิยม จัดอยู่ในอันดับนำของอเมริกา เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียน มีพัฒนาการในทุก ๆ ทาง คือ ทางกาย อารมณ์ สังคม และ สติปัญญา ปลูกฝังให้มีทักษะในการเล่นซอฟบอล ทั้งเพื่อการแข่งขัน เพื่อนันทนาการ และเพื่อเป็นเกมนำ ของกีฬา เบสบอล ปลูกฝังให้มีนิสัย รักการออกกำลังกายเป็นประจำ โดยเห็นคุณค่า ของการออกกำลังกาย ให้มีน้ำใจเป็นนักกีฬา รู้และเคารพในกฎกติกา มีระเบียบมารยาทในการแข่งขัน

ประวัติกีฬา by Soda นิยมเล่นกีฬาประเภทนี้เช่นกัน โดยอาจจะเป็นการเล่นเพื่อความสนุก

ประวัติกีฬา by Soda

ประวัติกีฬา by Soda  กีฬาชนิดนี้ถูกนำเข้ามาจากต่างประเทศ แต่คนไทยก็สามารถเป็นแชมป์ในกีฬาชนิดนี้ได้

ประวัติกีฬา by Soda

ประวัติกีฬาดาร์ท
ดาร์ทเป็นชื่อกีฬาที่เรียกเป็นภาษาทางการว่า แต่ถ้าเป็นชาวบ้านเรียกว่า “ปาเป้า”หรือ “ปาลูกดอก” เป็นกีฬาที่สามารถเล่นได้ทั้งกลางแจ้งและในร่มชนิดหนึ่ง ต้องเป็นที่ไม่มีลมพัด เป็นกีฬาที่เล่นง่ายและสนุก แต่ละบุคคลก็สามารถพัฒนาการเล่นของตน เหมาะสำหรับทุกเพศทุกวัย กีฬาชนิดนี้สร้างความสนุกความเร้าใจให้กับผู้เล่นเป็นอย่างมาก จึงมีการเริ่มเข้ามาศึกษากติกาและวิธีเล่นมากขึ้น และคุณต้องตกใจไปอีกว่าเพราะคนไทยนี่แหละถึงแม้กีฬาชนิดนี้ถูกนำเข้ามาจากต่างประเทศ แต่คนไทยก็สามารถเป็นแชมป์ในกีฬาชนิดนี้ได้

กีฬาชนิดนี้มีมาเป็นเวลานานสำหรับในต่างประเทศ ส่วนของประเทศไทยนั้นสามารถกล่าวถึงที่มาได้คร่าวๆ ก็คือ กีฬาดาร์ทหรือกีฬาปาเป้านี้มีมานานมากพอสมควร โดยเริ่มจากสโมสรอังกฤษที่นำมาเล่นในสโมสรเท่านั้น จากนั้นก็เริ่มมีการนำมาเล่นภายนอกสโมสร หลายคนคงรู้จักกีฬาชนิดนี้ดี แต่หากจะให้เรียกชื่อเป็นทางการแล้วก็รับรองคนรู้จักน้อยมาก เพราะเชื่อที่ไม่คุ้นหูนั้นเอง กีฬาชนิดนี้เป็นกีฬาเรียบง่ายสนุก เล่นไม่ยาก ซึ่งเราอาจจะพบกีฬาที่เลียนแบบคล้ายๆกันได้ โดยที่ชาวบ้านนิยมเล่นกันนั้นก็คือ การปาเป้า ปาโปร่งตามงานวัด นั้นเอง ซึ่งก็เป็นการปรับเปลี่ยนในเรื่องการการค้าต่างๆ ซึ่งก็เป็นประโยชน์ไม่น้อย ก็ยังช่วยให้เราสร้างความแม้นยำในการปาได้อีกด้วย โดยเริ่มจากการฝึก ครั้งแรกเราอาจจะได้ไม่ตรงตามความต้องการ แต่หากเล่นหลายๆครั้งบ่อยๆ ก็จะสร้างความแม่นยำให้กับเราได้โดยง่าย อีกอย่างหากเราฝึกจนชำนาญแล้ว การที่จะไปปาลูกโปร่งตามงานวัดเพื่อของรางวัลก็ไม่ยากอีกต่อไป