ฟุตซอล เริ่มเป็นที่นิยมในประเทศไทยเมื่อไม่นานมานี้ ด้วยรูปแบบการเล่นที่คล้ายกับฟุตบอล กฎกติกาเข้าใจง่าย

ฟุตซอล

ฟุตซอล  เป็นกีฬาที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน ทั้งในต่างประเทศ

เมื่อเข้าสู่ในช่วงฤดูหนาว ประเทศในบางทวีปของโลกที่ประสบกับปัญหาหิมะตกและสภาพอากาศที่หนาวมากจนไม่สามารถจัดการแข่งขันกีฬากลางแจ้งต่างๆ ได้ รวมทั้งกีฬาฟุตซอลด้วย ซึ่งถือว่าเป็นช่วงสิ้นสุดฤดูกาลแข่งขันแต่เนื่องจากฤดูหนาวมีระยะเวลาที่ยาวนานและสภาพอากาศกลางแจ้งไม่เอื้ออำนวยต่อการเล่นกีฬาฟุตบอล จึงเป็นปัจจัยอย่างหนึ่งที่ทำให้คนหันมาเล่นกีฬาในร่มแทน และนี่คือที่มาของกีฬาฟุตบอลในร่ม 5 คน หรือที่สามารถเรียกว่า “ ฟุตซอล” (FUTSAL )

FUTSAL มาจากภาษาสเปน หรือ โปรตุเกส ที่สามารถเรียกว่าฟุตบอล ว่า “FUTbol” หรือ “FUTTEbol” ตามด้วยภาษาฝรั่งเศสและสเปน คือ “SALa หรือ SALon ที่แปลว่า อินดอร์ หรือในร่ม เมื่อรวมกัน จึงเป็นคำว่า “FUTSAL” หมายถึง เป็นการเตะบอลในสนามขนาดย่อมในร่ม กลายเป็นคำที่เรียกขานกันแทนคำว่า “Five-A-Side” หรือบอล 5 คนในปัจจุบัน

ฟุตซอลมีการแข่งขันมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1930 ณ กรุงมอนเตวิเดโอ ประเทศอุรุกวัย เป็นเกมที่ชาวอเมริกาใต้นิยมเล่นกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศบราซิล ซึ่งประชากรมีทักษะความสามารถเฉพาะตัวในการเล่นฟุตบอลสูง ด้วยลีลาอันเร้าใจจากนักเตะชื่อก้องโลกอย่าง เปเล่ โซครา-เตส หรือซิโก้ ซึ่งต่างเคยเข้าแข่งขันฟุตบอลมาแล้วทั้งสิ้น

กีฬาฟุตบอลจัดได้ว่าเป็นเกมกีฬาที่ยิ่งใหญ่และมีผู้ชมคลั่งไคล้กีฬาชนิดนี้มากที่สุดในโลก เนื่องจากนี้ฟุตบอลเป็นเกมที่สนุก ดูง่าย ที่มีสีสันในการเชียร์ โดยเฉพาะในเกมสนามใหญ่ที่เราเรียกว่า เกม 11 คน นั้นเป็นที่นิยมทั้งในระดับสโมสร ในลีกของแต่ละประเทศและระดับนานาชาติ นั่นคือ การแข่งขันฟุตบอลโลก ซึ่งในปัจจุบันนี้กีฬาฟุตบอลไม่แข่งขันเพียงแค่ในสนามใหญ่เท่านั้นยังมีการจัดการแข่งขันฟุตบอลในร่มที่เราเรียกว่า “ ฟุตบอล 5 คน” หรือ “ ฟุตซอล” (FUTSAL ) นั่นเอง

การแข่งขันฟุตบอล 5 คน ในประเทศไทย
ประเทศไทยได้มีการจัดการแข่งขันฟุตบอล 5 คน ขึ้นครั้งแรกในปี พ.ศ.2540 ด้วยความร่วมมือจากหลายๆ ฝ่ายที่ช่วยกันผลักดันกีฬาชนิดนี้ให้ได้รับความนิยมมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ กรุงเทพมหานคร การกีฬาแห่งประเทศไทย และเดอะมอลล์ กรุ๊ป จำกัด ร่วมกันจัดการแข่งขันฟุตบอล 5 คน ในรายการ “STAR IN DOOR SOCCER 1997” เมื่อวันที่ 12 – 21 ก.ค. 2540 ณ เดอะมอลล์ บางกะปิ โดยมี 12 ทีมสโมสรชั้นนำจากไทยแลนด์ลีกเข้าร่วมการแข่งขัน และทีมการท่าเรือแห่งประเทศไทยชนะเลิศ…

เทควันโด เป็นศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวโดยไม่ใช้อาวุธของชาวเกาหลี

เทควันโด

เทควันโด  เป็นศิลปะการต่อสู้แบบดั้งเดิมของประเทศเกาหลี โดยไม่ต้องใช้อาวุธ

ได้มีการค้นพบประวัติการฝึกฝนวิชาเทควันโดของชาวเกาหลีมานานนับพันปีแล้ว ซึ่งหลังจากที่ประเทศเกาหลีได้มีรับการประกาศเอกราช เป็นอิสรภาพจากการปกครองของประเทศญี่ปุ่นหลังจากที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 อาจารย์ ซอง คุก ดี แห่งสำนัก Teakyondo สาธิตศิลปะเพื่อเป็นการป้องกันตัว

เทควันโดขึ้นต่อหน้าประธานาธิบดีสาธารณรัฐเกาหลี ฯพณฯ นาย Syngman Rhee ในโอกาส วันคล้ายวันเกิดของอาจารย์ ซอง คุก ดี ท่านจึงได้แสดงให้เห็นความแตกต่างของวิชาศิลปะการต่อสู้แบบเทควันโด หลังจากคาราเต้ ของญี่ปุ่น อย่างเห็นได้ชัด ซึ่งนับได้ว่าเป็นครั้งแรกของ เป็นการจุดประกายวิชานี้ ขึ้นมาให้สาธารณชนได้รับรู้

ค.ศ.1950-1953 หลังจากสงครามเกาหลี เทควันโดได้รับความ ที่ได้นิยมเป็นอย่างมาก ได้มีการเปิดโรงฝึก เทควันโดไปทั่วประเทศมีการฝึกผู้ฝึกสอนและส่งผู้เชี่ยวชาญ ครูฝึกสอนวิชาเทควันโด 2000 คนไปเปิดเผยแพร่ในกว่า 100 ประเทศทั่วโลกและมี เป็นการเสนอให้วิชาเทควันโด เป็นศิลปะเพื่อเป็นการป้องกันตัวประจำชาติเกาหลี ในปี ค.ศ.1971 ที่ตามมาด้วยการก่อตั้งศูนย์เทควันโดแห่งชาติ Kukkiwon ที่กรุงโซลเพื่อเป็นศูนย์กลาง ในการสร้างรูปแบบการต่อสู้เทควันโด (Pattern) , การฝึก,การแข่งขัน,การบริหาร และการเผยแพร่ วิชาเทควันโดตราบจนปัจจุบัน

28 พ.ค. 1973 ที่ได้มีการก่อตั้งสหพันธ์เทควันโดสากล (The World Taekwondo Federation หรือ WTF) เพื่อเป็นการดูแลประเทศ สมาชิกกว่า 108 ประเทศ และปีเดียวกันนี้เอง ก็ได้การเริ่มแข่งขันชิงแชมป์เทควันโดระดับโลกขึ้นและได้จัดแข่งเป็นประจำทุก 2 ปีตลอดมา

เมื่อแรกก่อตั้งมีสมาชิกเพียง 50 ประเทศ แต่ในปัจจุบันมีถึงกว่า 195 ประเทศ ประธานสหพันธ์คนแรก นาย Un Yong Kim เป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการบรรจุกีฬาเทควันโด ไว้ในการแข่งขันกีฬาเอเชี่ยนเกมส์ ในปี ค.ศ.1974 และกีฬาโอลิมปิกครั้งแรก ปี 2000 ที่ประเทศออสเตรเลีย

กรีฑา มีความเป็นมาและความสำคัญอย่างไร กติกากำหนดไว้อย่างไร วันนี้เรามีคำตอบมาฝาก

กรีฑา

กรีฑา  นอกจากการวิ่งแล้ว ในยุคก่อนยังมีการกระโดด การใช้อาวุธต่าง ๆ ซึ่งนั้นก็เป็นที่มาของกีฬากรีฑาหลากหลายประเภทนั่นเอง

ประวัติ กรีฑา
เชื่อกันว่า ต้นกำเนิดของกรีฑานั้น ที่ได้มีการเริ่มมากจากชาวกรีกโรมัน เมื่อประมาณ 776 ปีก่อนคริสตศักราช โดยที่เจ้าเมืองนั้นอยากให้พลเมืองของกรีกมีสุขภาพพลานามัยที่แข็งแรง เพื่อรับใช้ประเทศได้อย่างเต็มที่ นอกจากนี้ในสมัยก่อนเชื่อว่า

ที่ได้มีเทพเจ้าสถิตอยู่บนเขาโอลิมปัสพยายามทำตัวให้เป็นที่โปรดปราน ด้วยการทำพิธีกรรมบวงสรวงต่าง ๆ ที่พร้อมมาเล่นกีฬาถวาย ณ ลานเชิงเขาโอลิมปัสแคว้นอีลิส เพื่อให้เกียรติแก่เทพเจ้า โดยมีกีฬาที่ชาวกรีกเล่นนั้น มี 5 ประเภท คือ การวิ่งแข่ง การกระโดด มวยปล้ำ พุ่งแหลน ขว้างจักร ทั้งนี้ เป็นที่สังเกตได้ว่า นอกจากกีฬามวยปล้ำแล้ว กีฬาทั้ง 4 ชนิด ล้วนแต่เป็นกีฬากรีฑาทั้งสิ้น นอกจากนี้ ยังได้มีการดำเนินการแข่งขันติดต่อกันมาเป็นเวลานานกว่า 1,200 ปี เลยทีเดียว

ประเภทของกรีฑา
1 กรีฑาประเภทลู่
กรีฑาประเภทลู่เป็นกรีฑาที่ต้องมีการแข่งขันกันบนทางวิ่งหรือลู่วิ่งตลอดระยะทาง เพื่อเป็นการใช้การวิ่งเป็นสำคัญตัดสินแพ้ชนะกันด้วยเวลาการแข่งขันที่นิยมกันทั่วไปมี ดังนี้

1.1 ในการวิ่งระยะสั้น หมายถึง การวิ่งในระยะทางไม่เกิน 400 เมตร นับจากจุดเริ่มต้นจนถึงเส้นชัย ซึ่งจะต้องวิ่งในลู่ของตนเองตลอดระยะทาง โดยที่มีการแบ่งระยะทางวิ่งออกเป็น 60, 80, 100, 200 และ 400 เมตร
1.2 การวิ่งระยะกลาง หมายถึง การวิ่งในระยะทางตั้งแต่ 800 เมตรขึ้นไป แต่ไม่เกิน 1,500 เมตร
1.3 การวิ่งระยะไกล หมายถึง การวิ่งในระยะทางมากกว่า 1,500 เมตรขึ้นไป และการวิ่งมาราธอน (42.195 เมตร )
1.4 การวิ่งผลัด หมายถึง เป็นการแข่งขันที่แบ่งเป็นชุด ๆ แต่ละชุดมีจำนวนผู้แข่งขันเท่า ๆ กัน มีดังนี้…

การวิ่งผลัดระยะทางเท่ากัน หมายถึง ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนในชุดเดียวกันต้องวิ่งในระยะทางเท่ากัน เช่น 5 x 80, 8 x 50, 4 x100,4 x 200, 4 x 400 เมตร เป็นต้น
การวิ่งผลัดต่างระยะ หมายถึง ผู้เข้าแข่งขันแต่ละคนในชุดเดียวกัน วิ่งในระยะทางไม่เท่ากัน เช่น 80 x 120 x 120 x 80 เมตร เป็นต้น
1.5 การวิ่งข้ามรั้ว หมายถึง เป็นการวิ่งตามลู่วิ่งข้ามสิ่งกีดขวางความสูง และจำนวนรั้วที่ใช้แข่งขันในแต่ละประเภทแตกต่างกันไป เช่น วิ่งข้ามรั้ว 100 ,110,400 เมตร เป็นต้น

2. กรีฑาประเภทลาน
กรีฑาประเภทลาน เป็นกรีฑาที่ต้องมีการแข่งขันกันในสนาม ตัดสินแพ้ชนะกันด้วยระยะทาง อาจจะเป็นความไกลหรือความสูง โดยที่ได้มีการแบ่งประเภทการแข่งขัน ดังนี้
2.1 ประเภทที่ได้มีการตัดสินด้วยความไกล ได้แก่ กระโดดไกล เขย่งก้าวกระโดด ทุ่มลูกน้ำหนัก ขว้างค้อน ขว้างจักร และพุ่งแหลน
2.2 ประเภทที่ตัดสินด้วยความสูง ได้แก่ กระโดดสูง และกระโดดค้ำ

3. กรีฑาประเภทผสม
กรีฑาประเภทผสมเป็นการแข่งขันที่ได้มีการนำกรีฑาประเภทลู่ และลานบางส่วนผสมกัน โดยแบ่งเป็นประเภทการแข่งขัน ดังนี้
3.1 ประเภทชาย มีกรีฑาประเภทผสมให้เลือกแข่งขันได้ 2 แบบ ดังนี้
ปัญจกรีฑา ประกอบด้วยการแข่งขัน 5 รายการ ที่ได้ทำการแข่งขันภายในวันเดียว ตามลำดับ คือ กระโดดไกล, พุ่งแหลน , วิ่ง 200 เมตร, ขว้างจักร และวิ่ง 1,500 เมตร
ทศกรีฑา ประกอบด้วยการแข่งขัน 10 รายการ ทำการแข่งขัน 2 วัน ติดต่อกันตามลำดับ ดังนี้
วันที่หนึ่ง : วิ่ง 100 เมตร กระโดดไกล ทุ่มลูกน้ำหนัก กระโดดสูง และวิ่ง 400 เมตร
วันที่สอง : วิ่งข้ามรั้ว 110 เมตร ขว้างจักร กระโดดค้ำ พุ่งแหลน และวิ่ง 1,500 เมตร…

แฮนด์บอล เป็นกีฬาที่หลายคนรู้จักดี เพราะมักถูกนำมาใช้เป็นหนึ่งในประเภทกีฬา

แฮนด์บอล

แฮนด์บอล  ในการแข่งขันกีฬาสีประจำโรงเรียน รวมทั้งถูกบรรจุอยู่ในการแข่งขันกีฬาระดับชาติหลาย

ประวัติกีฬาแฮนด์บอล

กีฬาแฮนด์บอล มีที่มาจากประเทศเยอรมนี โดยนาย Konrad Koch ครูพละศึกษาคนหนึ่งแต่ก็ยังไม่ได้เป็นที่นิยมอย่างมากนัก จนกระทั่งปี พ.ศ. 2447 (ค.ศ. 1904) กีฬาก็ได้มีการถูกพัฒนาขึ้นในทวีปยุโรป และเป็นการกำหนดกติกาขึ้นโดยที่ได้มีการอ้างอิงจากกติกาของกีฬาฟุตบอลเป็นหลัก ซึ่งเป็นการดัดแปลงกีฬาฟุตบอลมาเล่นด้วยมือแทน เดิมที่ได้มีการใช้ผู้เล่นทีมละ 11 คน แต่ลดลงเหลือทีมละ 7 คนแทน เนื่องจากนี้ผู้เล่นมีจำนวนมากจนเกินไปทำให้เล่นไม่สะดวก จากนั้นจึงค่อย ๆ แพร่หลายเรื่อยมา

ในปี พ.ศ. 2471 (ค.ศ. 1928) แฮนด์บอลที่ได้มีการถูกนำไปสาธิตในงานกีฬาโอลิมปิก และได้ถูกบรรจุเข้าเป็นหนึ่งในรายการการแข่งขันกีฬาระดับชาติเมื่อปี พ.ศ. 2474 (ค.ศ.1931) และเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายจนถูกบรรจุเข้าเป็นชนิดกีฬาการแข่งขันในกีฬาโอลิมปิก เมื่อปี พ.ศ. 2479 (ค.ศ. 1936) ก่อนที่จะได้มีการเจอกับเหตุการณ์สงครามโลกครั้งที่ 2 จนความนิยมลดลง

ต่อมาในปี พ.ศ. 2499 (ค.ศ. 1956) ก็ได้มีการแก้ไขกติกาใหม่ ด้วยการนำเอากติกาของกีฬาฟุตบอล และเป็นกีฬาบาสเก็ตบอลมาที่ได้มีการผสมกัน เพื่อฟื้นฟูความนิยมกีฬาแฮนด์บอลให้กลับมาอีกครั้ง ซึ่งในปัจจุบันกีฬาแฮนด์บอลที่ได้มีการกลายเป็นกีฬาที่นิยมกันไปทั่วโลก

หลังจากที่กีฬาแฮนด์บอลนิยมเล่นกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลกแล้ว ประเทศไทยก็ได้มีการเริ่มนำเอากีฬาแฮนด์บอลเข้ามาเมื่อปี พ.ศ. 2482 (ค.ศ. 1939) โดย อาจารย์กอง วิสุทธารมย์ จากอดีตอธิบดีกรมพลศึกษาในขณะนั้น ซึ่งในตอนนั้นยังกติกาแฮนด์บอลยังต้องมีผู้เล่นทีมละ 11 คน จึงได้มีการทำให้ไม่สะดวก และไม่เป็นที่นิยมในไทยมากนัก

จนกระทั่งปี พ.ศ. 2500 (ค.ศ. 1957) อาจารย์ชนิต คงมนต์ ที่ได้บรรจุกีฬา แฮนด์บอล เข้าสอนในโรงเรียนฝึกหัดครูพลานามัย และวิทยาลัยพลศึกษาอื่น ๆ ก่อนที่จะแพร่หลายไปยังโรงเรียนต่าง ๆ จนได้กลายเป็นหลักสูตรบังคับของชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายเมื่อปี พ.ศ. 2518 (ค.ศ. 1975) และเป็นการใช้กติกาการแข่งขันแบบสากลเมื่อปี พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981) และเป็นที่นิยมในประเทศไทยในที่สุด

สนามแข่งขัน
ในขนาดสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาว 40 เมตร กว้าง 20 เมตร ที่ได้มีเส้นรอบสนามและเขตประตู โดยประตูจะต้องมีขนาดสูง 2 เมตร กว้าง 3 เมตร ตั้งอยู่ทั้งสองฝั่ง ที่ได้มีพื้นที่รอบสนามห่างจากเส้นขอบสนามอย่างน้อย 1 เมตร ห่างจากหลังประตู 2 เมตร

ลูกบอล
ที่ต้องทำจากหนังหรือวัสดุสังเคราะห์รูปทรงกลม ผิวไม่สะท้อนแสงและไม่ลื่น ที่สำหรับผู้ชายลูกบอลต้องได้มีขนาดเส้นรอบวง 58-60 เซนติเมตร หนักประมาณ 425-475 กรัม สำหรับผู้หญิงลูกบอลต้องได้มีขนาดเส้นรอบวง 54-56 เซนติเมตร หนักประมาณ 325-400 กรัม และต้องได้มีลูกบอลสำหรับการแข่งขัน 2 ลูก เมื่อได้มีการแข่งขันที่ได้มีการเริ่มต้นขึ้นแล้วจะเปลี่ยนลูกบอลไม่ได้ นอกจากนี้ได้มีเหตุผลอันสมควร

ผู้เล่น
ทีมหนึ่งต้องส่งตัวผู้เล่น 12 คน (รวมผู้เล่นสำรอง) และลงสนามได้ 7 คน คือ ผู้เล่น 6 คน ผู้รักษาประตู 1 คน โดยที่สามารถได้มีการเปลี่ยนตัวเข้าเล่นได้ทุกเวลา และที่ได้มีการสามารถเปลี่ยนตัวกลับเข้าในสนามใหม่ได้ โดยที่ได้มีผู้เล่นจะต้องสวมเสื้อทีมที่ติดหมายเลข 1-20 ไว้ที่เสื้อ โดยที่ได้มีขนาดตัวเลข สูงอย่างน้อย 20 เซนติเมตร กว้างอย่างน้อย 10 เซนติเมตร สีของตัวเลขตัดกับเสื้ออย่างชัดเจน ที่ได้มีการสวมใส่รองเท้ากีฬา และห้ามใส่เครื่องประดับทุกชนิด

วิธีการเล่น
โดยเป็นการใช้มือจับ ขว้าง โยน ลูกบอล ที่ได้มีการส่งต่อกันกับผู้เล่นในทีมตนเอง เพื่อเป็นการขว้างบอลเข้าประตูฝ่ายตรงข้าม
ที่ได้มีการห้ามใช้ร่างกายในส่วนที่ต่ำกว่าหัวเข่าลงไปโดนลูกบอล
เป็นผู้เล่นสามารถถือว่าลูกบอลไว้ในมือได้ไม่เกิน 3 วินาที
ซึ่งในขณะถือว่าลูกบอลสามารถก้าวขาได้ไม่เกิน 3 ก้าว
ที่ได้มีการห้ามผู้เล่นดึงลูกบอลจากมือของฝ่ายตรงข้าม
ห้ามเข้าไปในเขตประตูของฝ่ายตรงข้าม
เป็นการใช้เวลาในการแข่งขันครึ่งละ 30 นาที พัก 10 นาที ถ้าหากได้มีการต่อเวลาพิเศษจะได้มีการเพิ่ม 2 ครึ่ง ครึ่งละ 5 นาที

การคิดคะแนน
ถ้าหากสามารถขว้างบอลเข้าประตูฝั่งตรงข้ามที่ได้จะคิดเป็น 1 คะแนนต่อ 1 ครั้ง ถ้าหากได้มีการทำเข้าประตูตนเองก็จะเสียคะแนนให้กับฝ่ายตรงข้าม เมื่อหมดเวลาใครทำประตูได้มากกว่าจะเป็นฝ่ายชนะ…

กีฬาเซปักตะกร้อ เป็นกีฬาความหวังเหรียญทองของประเทศไทยในการแข่งขันกีฬา

กีฬาเซปักตะกร้อ

กีฬาเซปักตะกร้อ   การแข่งขันกีฬาระดับภูมิภาค หรือทวีปเอเชียอย่างซีเกมส์ และเอเชี่ยนเกมส์ มาอย่างยาวนาน

กีฬาเซปักตะกร้อ หรือ ตะกร้อ ที่ยังไม่มีหลักฐานในระบุที่แน่ชัดว่าได้มีจุดกำเนิดจากประเทศใด เพราะประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่าง ไทย มาเลเซีย พม่า ฟิลิปปินส์ ก็ต่างคนต่างบอกว่าตนเองเป็นต้นที่ได้มีการกำเนิดขึ้นมาทั้งนั้น แต่สำหรับของไทย โดยที่ได้มีการมีจุดเริ่มต้นตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา นิยมเล่นกันบนลานกว้าง ไม่จำกัดจำนวนผู้เล่น และลูกตะกร้อทำมาจากหวาย หรือบางทีก็มีเตะตะกร้อลอดห่วง

สำหรับตะกร้อโดยที่ได้มีการแบบข้ามตาข่ายในปัจจุบัน ที่ได้มีการเล่นฝั่งละ 3 คน โดยมีการนำมาจากประเทศมาเลเซีย คือ เซปัก รากา จาริง หรือ เซปักตะกร้อ ซึ่งได้มีการดัดแปลงมาจากวอลเลย์บอล และย่อสนามให้เล็กลง โดยที่ได้มีการเริ่มเผยแพร่ในประเทศไทยประมาณเดือนมี.ค. – เม.ย. พ.ศ. 2508 ในงานกีฬาไทย

สนามตะกร้อ
สนามเซปักตะกร้อ ที่ได้มีการเป็นรูปร่างสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาว 13.4 เมตร กว้าง 6.1 เมตร เพื่อเป็นพื้นพลาสติก โดยที่ได้มีการแบ่งเขตแดนออกเป็น 2 ส่วน เท่า ๆ กัน และในแต่ละเขตแดนจะกำหนดจุดยืนสำหรับในการเริ่มต้นเสิร์ฟ 3 จุดด้วยกัน คือ จุดที่อยู่ตรงมุมที่ติดกับตาข่าย 2 จุด ขีดเส้นโค้งวงกลมเอาไว้ และจุดที่อยู่กลางแดน เยื้องไปทางด้านหลัง 1 จุด ขีดเส้นวงกลม โดยทั้ง 3 จุดนี้จะจัดเป็นรูปสามเหลี่ยมสมมาตรพอดี

สำหรับมุมที่ติดกับตาข่าย 2 จุด ที่ได้มีการเรียกว่า หน้าซ้าย หน้าขวา และวงกลมที่อยู่กลางเขตแดน คือ จุดเสิร์ฟ

ตาข่าย
ตาข่ายสำหรับเซปักตะกร้อ ที่ได้มีการมีไว้กั้นเขตแดนระหว่างสองฝั่ง กว้าง 70 เซนติเมตร ยาวไม่น้อยกว่า 6.1 เมตร โดยที่ได้สำหรับการแข่งขันของผู้ชายสูง 1.52 เมตร และหญิง สูง 1.42 เมตร

ลูกเซปักตะกร้อ
ลูกเซปักตะกร้อในปัจจุบันทำมาจากพลาสติก โดยที่ได้มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 42-45 เซนติเมตร มีรูอยู่ตรงลูกตะกร้อรวม 12 รูด้วยกัน มีจุดตัดไขว้ 20 จุด

ผู้เล่น
การเล่นตะกร้อ แบ่งออกเป็น 2 ประเภทด้วยกันคือ ตะกร้อปกติที่มี 3 คน และตะกร้อคู่ 2 คน กล่าวคือ เมื่อก่อนมีแต่การแข่งขันตะกร้อปกติ ทว่าเพิ่มตะกร้อแบบคู่ขึ้นมา เพราะต้องการกระจายเหรียญทองของกีฬาชนิดนี้ได้มากขึ้น

วิธีการเล่น
ที่จะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเริ่มเสิร์ฟ เตะข้ามไปอีกฝั่งหนึ่ง โดยที่ฝ่ายที่ได้ลูกตะกร้อต้องพยายามเตะตะกร้อให้ตกลงพื้นของอีกฝั่งให้ได้ ซึ่งในขณะที่ฝ่ายตั้งรับก็ต้องป้องกัน ไม่ให้ลูกตะกร้อตกลงบนแดนตัวเอง และได้มีการเปลี่ยนสภาพเป็นฝ่ายบุกเพื่อที่ทำให้ลูกตะกร้อตกลงบนแดนของอีกฝั่งให้ได้เช่นเดียวกัน ทั้งนี้ แต่ละเป็นฝ่ายจะมีโอกาสเตะลูกตะกร้อให้อยู่ในแดนตัวเองไม่เกิน 3 ครั้ง นับตั้งแต่ฝ่ายตรงข้ามเตะตะกร้อข้ามมา
ส่วนการเสิร์ฟ ผลัดกันเสิร์ฟ ทีมละ 3 ครั้ง สลับกันไปเรื่อย ๆ…

กีฬาบาสเกตบอล นับว่าเป็นกีฬาอีกชนิดหนึ่งที่เป็นกีฬายอดนิยมของคนไทย

กีฬาบาสเกตบอล

กีฬาบาสเกตบอล  หลายคนอาจจะยังไม่ทราบว่า กีฬาที่มีเอกลักษณ์คือการชู้ตลูกบอลลงห่วง มันมีความเป็นมาอย่างไร

ประวัติ กีฬาบาสเกตบอล

ที่ได้มีการถือกำเนิดขึ้นของกีฬาบาสเกตบอลเกิดขึ้นที่เมืองสปริงฟิล รัฐแมสซาชูเซส ประเทศสหรัฐอเมริกา เมื่อ ค.ศ. 1891 (พ.ศ. 2434) โดย ดร.เจมส์ ไนสมิธ อาจารย์พละศึกษาของโรงเรียนคนงานคริสเตียน (ในปัจจุบันเป็นวิทยาลัยสปริงฟีล) ที่ต้องได้มีการให้มีการแข่งขันกีฬาในร่มช่วงฤดูหนาว โดยที่ได้มีความพร้อมกับกำหนดกติกา 5 ข้อ สำหรับการเล่น

กติกาบาสเกตบอล
ต้องเป็นการใช้มือเล่นลูกบอล แต่ห้ามถือบอลวิ่ง ผู้เล่นที่สามารถยืนได้ทุกพื้นที่ของสนาม ผู้เล่นห้ามปะทะหรือถูกตัวกัน ที่จะได้มีห่วงติดตั้งไว้เหนือพื้นสนามกับเส้นเขตสนาม สูงจากพื้นประมาณ 10 ฟุต

ต่อมาทาง ดร.ไนสมิธ ที่ได้มีกำหนดหลักการเล่นเพิ่มเติม จำนวน 13 ข้อ ซึ่งได้กลายเป็นกติกาพื้นฐานของบาสเกตบอลในปัจจุบัน ได้แก่
สามารถโยนลูกบอลไปที่อื่นด้วยมือทั้ง 2 ข้างหรือมือเดียว ที่สามารถตีลูกบอลได้ทั้งมือเดียวหรือ 2 มือ แต่ห้ามเป็นการใช้กำปั้นทุบบอล ห้ามถือลูกบอลวิ่ง
ต้องถือลูกบอลด้วยมือ แขน หรือลำตัว แต่ห้ามดึงลูกบอล ห้ามดัน ผลัก ฝ่ายตรงข้าม การกระทำตามข้อ 3-5 ถือว่าเป็นการฟาล์ว ถ้าหากผู้เล่นทีมเดียวฟาล์วติดต่อกัน 3 ครั้ง ให้นับคะแนนแก่ฝ่ายตรงข้าม นับคะแนนเมื่อลูกบอลเข้าห่วงไปแล้ว หรือยังค้างที่ก้านห่วง แต่ผู้เล่นฝ่ายป้องกันไปสัมผัสหรือกระทบประตู ก็นับคะแนนให้เช่นกัน ถ้าหากลูกบอลออกนอกสนามให้ส่งบอลเข้ามาเล่นในจุดที่บอลออก กรรมการผู้ร่วมตัดสิน (Umpire) มีหน้าที่คอยจดบันทึกการฟาวล์ และที่คอยเป็นการช่วยผู้ตัดสินในด้านสถิติต่าง ๆ ที่ได้มีการทำให้ตัดสินได้ถูกต้องมากขึ้น ผู้ตัดสิน (referee) ที่ได้มีหน้าที่ตัดสินในสนามในจังหวะต่าง ๆ, จับเวลา, ให้คะแนนเมื่อเกิดการทำแต้ม, บันทึกคะแนน ฯลฯ ที่เป็นการแข่งขันแบ่งเป็น 2 ครึ่ง ครึ่งละ 5 คะแนน โดยมีเวลาพักครึ่ง 5 นาที เมื่อจบการแข่งขัน ฝ่ายใดทำแต้มได้มากกว่าเป็นฝ่ายชนะ แต่ถ้าเสมอกัน ก็ต้องได้มีเล่นต่อจนกว่าจะมีฝ่ายใดทำแต้มได้

นอกจากนี้ ดร.ไนสมิธ ยังเป็นผู้ที่ได้มีการเริ่มผลักดันบาสเกตบอลให้เป็นกีฬาระดับมหาวิทยาลัย จนสามารถตั้งเป็นลีกระดับมหาวิทยาลัยได้ ในปี ค.ศ. 1938 (พ.ศ. 2481) ต่อมา ค.ศ. 1946 (พ.ศ. 2489) บาสเกตบอลเอ็นบีเอ จึงได้ถือว่าเป็นการกำเนิดขึ้น ซึ่งถือเป็นการแข่งขันระดับอาชีพที่ได้รับความนิยมในปัจจุบัน…

แบดมินตัน เป็นกีฬาที่ใช้อุปกรณ์การเล่นน้อยชิ้น เพียงแค่มีไม้แร็คเกต และลูกขนไก่

แบดมินตัน

แบดมินตัน  รวมถึงผู้เล่นเพียง 2 คน ก็สามารถเล่นได้แล้ว อีกทั้ง ยังเป็นกีฬาสบาย ๆ

แบดมินตัน (Badminton) เป็นกีฬาที่ได้มีการรับวิจารณ์เป็นอย่างมาก เพราะไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดถึงที่มาของกีฬาประเภทนี้ คงได้มีแต่หลักฐานบางอย่างที่ทำให้ได้มีการรู้ว่า กีฬาแบดมินตันมีเล่นกันในยุโรป โดยเฉพาะในประเทศอังกฤษ ตอนปลายศตวรรษที่ 17 และจากภาพสีน้ำมันหลายภาพที่ได้มีการยืนยันว่า กีฬาแบดมินตันเล่นกันอย่างแพร่หลายในพระราชวงศ์ของราชสำนักต่าง ๆ ในทวีปยุโรป ถึงแม้ว่าจะได้มีการเรียกกันภายใต้ชื่ออื่นก็ตาม

โดยกีฬาแบดมินตันที่ได้รับการบันทึกแบบเป็นลายลักษณ์อักษรในปี พ.ศ. 2413 ซึ่งได้มีการพบว่า มีการเล่นกีฬาลูกขนไก่เกิดขึ้นที่เมืองปูนา (Poona) ในประเทศอินเดีย เป็นเมืองเล็ก ๆ ที่ห่างจากเมืองบอมเบย์ประมาณ 50 ไมล์ โดยได้มีการรวมการเล่นสองอย่างเข้าด้วยกันคือ ที่ต้องการเล่นปูนาของประเทศอินเดีย และการเล่นไม้ตีกับลูกขนไก่ (Battledore Shuttle Cock) ของยุโรป

ในระยะแรก ที่ต้องการเล่นแบดมินตันจะเล่นกันเพียงแต่ในหมู่นายทหารของกองทัพ และเป็นสมาชิกชนชั้นสูงของอินเดียเท่านั้น จนกระทั่งที่ได้มีนายทหารอังกฤษที่ไปประจำการอยู่ที่เมืองปูนา จึงได้มีการนำมาเล่นตีลูกขนไก่นี้กลับไปอังกฤษ และเป็นการเล่นกันอย่างกว้างขวาง ณ คฤหาสน์แบดมินตัน (Badminton House) ของดยุคแห่งบิวฟอร์ด ที่กลอสเตอร์เชียร์ ดังนั้นในปี พ.ศ. 2416 เกมกีฬาตีลูกขนไก่เลยที่สามารถถูกเรียกว่า แบดมินตัน ตามชื่อคฤหาสน์ของดยุคแห่งบิวฟอร์ดตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

ทั้งนี้ กีฬาแบดมินตันก็ได้มีการเริ่มแพร่หลายในประเทศแถบภาคพื้นยุโรป เนื่องจากนี้เป็นเกมที่คล้ายเทนนิส แต่สามารถเล่นได้ภายในตัวตึก โดยที่ไม่ต้องกังวลต่อลมหรือหิมะในฤดูหนาว นอกจากนี้ ชาวยุโรปที่อพยพไปสู่ทวีปอเมริกา ยังได้มีการนำกีฬาแบดมินตันไปเพื่อเป็นการเปิดเผยแพร่ รวมทั้งประเทศต่าง ๆ ในทวีปเอเชียและออสเตรเลียที่อยู่ภายใต้อาณานิคมของอังกฤษ เนเธอร์แลนด์ ต่างก้ได้มีการนำเกมแบดมินตันไปเล่นยังประเทศของตนเองอย่างแพร่หลาย เกมกีฬาแบดมินตันจึงได้เป็นการกระจายไปสู่ส่วนต่าง ๆ ของโลก รวมทั้งประเทศไทยด้วย

สำหรับการเล่นแบดมินตันในระยะแรกที่ไม่ได้มีกฎเกณฑ์ตายตัว เป็นเพียงแต่เป็นการตีโต้ลูกกันไปมาไม่ให้ลูกตกพื้นเท่านั้น ในส่วนเส้นแบ่งแดนก็ใช้ตาข่ายผูกโยงในระหว่างต้นไม้สองต้นไม่ได้คำนึงถึงเรื่องต่ำสูง เล่นกันข้างละไม่น้อยกว่า 4 คน ในส่วนมาจะเล่นทีมละ 6 ถึง 9 คน ผู้เล่นสามารถแต่งตัวได้ตามสบาย

จนกระทั่งปี พ.ศ.2436 เมื่อได้มีการจัดตั้งสมาคมแบดมินตันแห่งประเทศอังกฤษขึ้น ซึ่งได้มีการนับเป็นสมาคมแบดมินตันแห่งแรกของโลก หลังจากที่ได้มีการจัดแข่งขันแบดมินตันชิงชนะเลิศแห่งประเทศอังกฤษ หรือที่ได้มีการเรียกกันว่า ออลอิงแลนด์ ตั้งแต่ปี พ.ศ.2432 ในทางสมาคมแบดมินตันแห่งประเทศอังกฤษจึงได้ตั้งกฎเกณฑ์ของสนามมาตรฐานขึ้นคือ ขนาดกว้าง 22 ฟุต ยาว 45 ฟุต (22 x 45) เป็นสนามขนาดมาตรฐานประเภทคู่ที่ใช้ในปัจจุบัน หลังจากนั้นจึงได้มีการปรับปรุงดัดแปลงในเรื่องอุปกรณการเล่นให้ดีขึ้นเป็นลำดับ ต่อมาที่ได้รับความนิยมแพร่หลายไปทั่วโลก โดยประเทศในเอเชียอาคเนย์ที่ได้มีการเล่นกีฬาแบดมินตันและได้มีการรับความนิยมสูงสุดคือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และประเทศไทย

ในส่วนการแข่งขันระหว่างประเทศได้ที่ได้มีการเริ่มจัดให้มีขึ้นในปี พ.ศ. 2445 และตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมา จำนวนประเทศที่เข้าร่วมแข่งขันกีฬาแบดมินตันในระหว่างประเทศมีมากว่า 31 ประเทศ แบดมินตันได้กลายมาเป็นเกมกีฬาที่เล่นกันระหว่างชาติ โดยที่ได้มีการยกทีมข้ามประเทศเพื่อเป็นการแข่งขันระหว่างชาติในทวีปยุโรป ในปี พ.ศ.2468 กลุ่มนักกีฬาของประเทศอังกฤษที่ได้แข่งขันกับกลุ่มนักกีฬาประเทศแคนาดา ห้าปีหลังจากนั้นจึงได้มีการพบว่าประเทศแคนาดามีสโมสรสำหรับฝึกแบดมินตันมาตรฐานแทบทุกเมือง

ในปี พ.ศ.2477 สมาคมแบดมินตันของประเทศอังกฤษเป็นผู้นำในการก่อตั้งสหพันธ์แบดมินตันในระหว่างประเทศ โดยที่ได้มีชาติต่าง ๆ อีก 8 ชาติคือ แคนาดา เดนมาร์ก อังกฤษ ฝรั่งเศส ไอร์แลนด์ เนเธอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ สก๊อตแลนด์ และเวลล์ โดยได้มีศูนย์กลางอยู่ที่กรุงลอนดอน ในปัจจุบันมีประเทศที่อยู่ในเครือสมาชิกกว่า 60 ประเทศ ที่ได้มีการขึ้นต่อสหพันธ์แบดมินตันในระหว่างประเทศ (I.B.F.) สหพันธ์มีบทบาทสำคัญในการกำหนด และควบคุมกติการะเบียบข้อบังคับต่าง ๆ ของการแข่งขันกีฬาแบดมินตันทั่วโลก

ในปี พ.ศ.2482 เซอร์ จอร์จ โทมัส นักแบดมินตันอาวุโสชาวอังกฤษเป็นผู้มอบถ้วยทองราคา 5,000 ปอนด์ เพื่อได้มีการมอบเป็นรางวัลให้แก่ผู้ชนะเลิศประเภทชาย ในการแข่งขันแบดมินตันในระหว่างประเทศ ซึ่งสหพันธ์แบดมินตันได้มีการรับไว้และดำเนินการตามประสงค์นี้ ถึงแม้ว่าตามทางการจะได้มีการเรียกว่า การแข่งขันชิงถ้วยชนะเลิศแบดมินตันระหว่างประเทศ แต่นิยมเรียกกันว่า โธมัสคัพ (Thomas Cup) การแข่งขันจะจัดขึ้นทุก ๆ 3 ปี…

วัฒนธรรมกีฬาพื้นบ้าน กาฟักไข่ เป็นการเล่นเลียบแบบชีวิตสัตว์ คือ กา ซึ่งหวงไข่เมื่อมีคนมาแย่งไข่ก็จะป้องกันรักษา

วัฒนธรรมกีฬาพื้นบ้าน กาฟักไข่

วัฒนธรรมกีฬาพื้นบ้าน กาฟักไข่  ปัจจุบันการเล่นกาฟักไข่ยังคงมีเล่นอยู่โดยทั่วไป ผู้เล่นเป็นอีกาจะเข้าไปอยู่ในวงกลมที่ขีดไว้ คนอื่นๆอยู่นอกวงกลม

วัฒนธรรมกีฬาพื้นบ้าน กาฟักไข่

กาฟักไข่เป็นกีฬาพื้นเมืองเก่าแก่ที่เล่นสืบเนื่องต่อกันมาเป็นเวลานานแล้ว แต่ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามีเล่นมาตั้งแต่เมื่อใด พบว่ามีการเล่นกีฬากาฟักไข่กันแล้วในช่วงรัชสมัยรัชกาลที่ ๗

แห่งหรุงรัตนโกสินทร์ กาฟักไข่นิยมเล่นกันในจังหวัดต่างๆ ของภาคกลางสมัยก่อน เช่น นครปฐม กรุงเทพฯ ธนบุรี และกาญจนบุรี เป็นต้น การเล่นกาฟักไข่เป็นการเล่นเลียบแบบชีวิตสัตว์ คือ กา ให้คนใดคนหนึ่งเป็นกา ยืนในวงกลมวงใหญ่ หรือนั่งคร่อมวงกลมเล็ก นอกนั้นทุกคนยืนรอบนอกวงกลมวงใหญ่ คอยแย่งไข่ คนเป็นกามีหน้าที่ป้องกันไข่ ไม่ให้ถูกแย่งไปในภาคอื่นๆก็มีการเล่นที่มีลักษณะเหมือนกับกีฬากาฟักไข่เช่นกัน แต่เรียกชื่อเป็นอย่างอื่น เช่น ภาคเหนือ เรียกว่า “แย่งไข่เต่า” ก็มี “ซ่อนไข่เต่า” ก็มี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกว่า “เต่าฟักไข่” ภาคใต้เรียกว่า “จระเข้าฟาดหาง” บ้าง “ยั่วกระทิง” บ้าง หรือเรียกว่ากระทิงก็มี เป็นต้น สมัยก่อนกีฬากาฟักไข่มักเล่นกันในงานขึ้นปีใหม่ เทศกาลตรุษสงกรานต์และงานรื่นเริงอื่นๆของชาวบ้าน เพื่อเป็นการออกกำลังกาย สามานสามัคคีในหมู่คณะ และได้สนุกสนานร่วมกัน ปัจจุบันการเล่นกาฟักไข่ยังคงมีเล่นอยู่โดยทั่วไป ผู้เล่นเป็นอีกาจะเข้าไปอยู่ในวงกลมที่ขีดไว้ คนอื่นๆอยู่นอกวงกลม พยายามแย่งเอาก้อนหินที่สมมุติว่าเป็นไข่มาให้ได้ อีกาจะปัดป่ายแขนขาไปมา ถ้าโดนผู้ใดผู้นั้นจะต้องมาเล่นเป็นอีกาแทนทันที แต่ถ้าไข่ถูกแย่งหมด อีกาจะต้องไปตามหาไข่ที่ผู้อื่นซ่อนไว้ให้เจอ หากหาไม่พบจะถูกจูงหูไปหาไข่ที่ซ่อนไว้ เพื่อเป็นการลงโทษ

ประวัติกีฬา แย้ลงรู เป็นการละเล่นที่มีที่มาจากการที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีแย้เป็นจำนวนมาก ทั้งยังมีการอนุรักษ์แย้ด้วยซึ่งมันเป็นสัตว์ฉลาด

ประวัติกีฬา แย้ลงรู

ประวัติกีฬา แย้ลงรู  เป็นการสนุกสนานรื่นเริงร่วมกันในงานประจำปีต่าง ๆ

ประวัติกีฬา แย้ลงรู

เป็นการละเล่นที่มีที่มาจากการที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์มีแย้เป็นจำนวนมาก ทั้งยังมีการอนุรักษ์แย้ด้วยซึ่งมันเป็นสัตว์ฉลาดสร้างรูสำหรับพักอาศัยและหลบภัย แต่ก็ไม่พ้นการสังเกตของมนุษย์ จากลัษณะดังกล่าว จึงมีการประยุกต์ดัดแปลงเป็นการละเล่นแย้ลงรู ซึ่งนิยมเล่นในแถบภาคกลาง แย้ลงรูเป็นกีฬาพื้นเมืองที่มีการเล่นกันทั่วไปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคกลางสมัยก่อน และเป็นการสนุกสนานรื่นเริงร่วมกันในงานประจำปีต่าง ๆ เช่นงานสงกรานต์ งานเฉลิมพระชนมพรรษา เป็นต้น แย้ลงรูเป็นกีฬาที่เล่นเลียนแบบอาการดิ้นรนเอาตัวรอดของสัตว์เลื้อยคลานเก่าแก่ชนิดหนึ่งของไทยที่ชื่อว่า“แย้” ซึ่งถูกชาวบ้านวางบ่วงดักจับที่ปากรู บ่วงจะรัดที่ลำตัวแย้ ขณะที่แย้ก็พยายามจะตะเกียกตะกายหนีลงรู ชาวบ้านนำลักษณะอาการที่แย้ถูกบ่วงรัดเอวและตะเกียกตะกายหนีลงรูมาดัดแปลงเป็นเกมกีฬาเล่นกัน

ปักหลักไม้ให้เป็นรูปสามเหลี่ยมปักให้แน่นๆ จากนั้นก็นำปลายเชือกหรือผ้าขาวม้าผูกเอวผู้เล่นแต่ละคน ปลายข้างหนึ่งผูกรวมไว้ตรงกึ่งกลาง หันหน้าไปทางหลักที่เหลือทั้งสอง ท่าเตรียมเล่น ผู้เล่นต้องอยู่ในท่าคลานเตรียมพร้อมที่จะเล่นเสมอ เป็นภูมิปัญญาไทยโดยแท้ กล่าวคือลักษณะที่ผู้เล่น ๓ หรือ ๔ คนใช้เชือกคนละเส้นนำปลายเชือกด้านหนึ่งผูกเอวไว้ หันหลังให้กันนำปลายเชือกอีกด้านมาผูกมัดร่วมกันไว้ แล้วต่างคนต่างออกแรงใช้ลำตัวดึงไปข้างหน้าแข่งกันไปให้ถึงจุดหมาย โดยไม่ใช้มือจับเชือก เป็นการเล่นที่โดดเด่นในวิธีการเล่น ท้าทาย ตื่นเต้นสนุกสนาน และยังไม่พบประเทศอื่นมีวิธีการเล่นเช่นแย้ลงรูมาก่อน

กติกาการเล่น
หลังจากที่ได้รับสัญญาณให้เล่นแล้ว จะต้องตะกุยพื้นพุ่งไปยังหลักที่อยู่ข้างหน้าของตัวให้ได้ก่อน โดยที่ไม่ต้องยืน ต้องออกแรงดึงคู่ต่อสู่ ไม่ให้ไปถึงหลักได้ ผู้ใดคว้าหลักข้างหน้าได้ก่อนจะเป็นผู้ชนะ

กีฬาหมากเก็บ การละเล่นยอดฮิตสำหรับเด็กผู้หญิงนั่นเองเป็นการเล่นพื้นบ้านของไทย นิยมเล่นในภาคกลาง

กีฬาหมากเก็บ

กีฬาหมากเก็บ  โดยหงายมือถือลูกหมากแล้วโยนขึ้น พร้อมกับพลิกเอาหลังมือรับ แล้วพลิกกลับเอาหน้ามือรับทุกคนที่เล่น จะขึ้นร้านให้ได้ลูกหมากมากที่สุด

กีฬาหมากเก็บ

หมากเก็บเป็นการเล่นพื้นบ้านของไทย นิยมเล่นในภาคกลาง โดยเฉพาะเด็กผู้หญิง อายุราว ๘ – ๑๔ ปี เชื่อว่ามีการเล่นหมากเก็บมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา การเล่นหมากเก็บจะใช้วัสดุ ก้อนหิน กะเทาะให้ค่อนข้างกลม ลบเหลี่ยม เพื่อไม่ให้เจ็บมือ ใช้ก้อนหินจำนวน ๕ ก้อน ขนาดหัวแม่มือ เล่นได้ ๓ – ๕ คน  ในหมากที่ 2 ก็ใช้วิธีการเดียวกัน แต่เก็บทีละ 2 เม็ด เช่นเดียวกับหมากที่ 3 ใช้เก็บทีละ 3 เม็ด ส่วนหมากที่ 4 จะไม่ทอดหมาก แต่จะใช้ “โปะ” คือถือหมากทั้งหมดไว้ในมือ โยนลูกนำขึ้นแล้วโปะเม็ดที่เหลือลงพื้น แล้วรวมทั้งหมดที่ถือไว้ “ขึ้นร้าน” ได้กี่เม็ดถือเป็นแต้มของผู้เล่นคนนั้น ถ้าไม่ได้ถือว่า “ตาย” แล้วให้คนอื่นเล่นต่อไป โดย “ตาย” หมากไหนก็เริ่มที่หมากนั้น ปกติการเล่นหมากเก็บจะกำหนดไว้ที่ 50-100 แต้ม ดังนั้นเมื่อแต้มใกล้ครบ เวลาขึ้นร้านต้องระวังไม่ให้แต้มเกิน ถ้าเกินต้องเริ่มต้นใหม่
การเล่นหมากเก็บเป็นการฝึกทักษะในการขึ้นร้าน ถ้ามืออ่อนก็จะรับหมากได้มาก เป็นการฝึกการโยน อีตัวและเก็บลูกหมาก โดยคาดคะเนจังหวะความสูงของอีตัว กับการเก็บลูกหมาก ให้สามารถรับได้ทันท่วงที ปัจจุบันยังมีเด็กหญิงเล่นกันอยู่ในชนบท แต่อาจะมีการเปลี่ยนจากลูกหมากเป็นก้านธูปหรือตะเกียบก็ได้